
สำหรับร้านเครื่องดื่ม การเพิ่มกำไรไม่ได้หมายความว่าต้องขึ้นราคาหรือหาลูกค้าใหม่เสมอไป เพราะอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือ การเพิ่มมูลค่าให้กับเมนูที่ร้านมีอยู่แล้ว
หนึ่งในแนวทางที่ว่าคือการนำเครื่องดื่มเดิมมาต่อยอดเป็น เมนูสเลอปี้ เพื่อสร้างรูปแบบสินค้าใหม่ เพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้า และเปิดโอกาสให้ร้านสามารถกำหนดราคาขายที่แตกต่างจากเครื่องดื่มแบบปกติได้
ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ร้านมีเมนูชาไทยเย็น อาจเพิ่ม “ชาไทยสเลอปี้” เข้ามาเป็นอีกหนึ่งเมนู หรือจากน้ำองุ่นทั่วไป อาจต่อยอดเป็น “องุ่นสเลอปี้” เพื่อสร้างเมนูที่มีรูปแบบแตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องสเลอปี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะสุดท้ายแล้วผู้ขายต้องพิจารณาทั้ง ต้นทุนต่อแก้ว ราคาขาย ยอดขาย และต้นทุนการใช้งานเครื่อง ของแต่ละร้านร่วมกัน
เครื่องสเลอปี้ช่วยเพิ่มกำไรได้อย่างไร?
สิ่งสำคัญคือการ สร้างสินค้าอีกหนึ่งรูปแบบจากวัตถุดิบหรือเมนูที่ร้านมีอยู่แล้ว
เมื่อเมนูมีความแตกต่างจากเครื่องดื่มทั่วไป ร้านอาจสามารถนำเสนอเป็นเมนูพิเศษหรือเมนูพรีเมียม และตั้งราคาขายที่เหมาะสมกับรูปแบบสินค้าได้ ผู้ขายจึงควรดูว่าเมื่อหักต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ร้านเหลือเงินจากการขายต่อแก้วมากขึ้นหรือไม่
หลักการนี้สอดคล้องกับการคำนวณจากราคาขายหักต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการทำสินค้า โดยใช้เพื่อดูว่าแต่ละเมนูมีส่วนช่วยสร้างรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ และกำไรมากเพียงใด
1. เพิ่มมูลค่าให้เมนูเดิมด้วยรูปแบบใหม่
ตัวอย่างเช่น ร้านที่ขายชาไทยอยู่แล้วตั้งราคาเดิมไว้ 40 บาท หากร้านมีเครื่องสเลอปี้ ก็สามารถทดลองพัฒนาเป็น ชาไทยสเลอปี้ 45–50 บาท
ราคาดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ไม่ใช่ราคาที่ร้านจำเป็นต้องตั้งจริง เพราะราคาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับต้นทุนและกลุ่มลูกค้าของแต่ละร้าน
จากเดิมที่ร้านมีเครื่องดื่มเพียงรูปแบบเดียว สามารถนำเสนอสินค้าอีกแบบหนึ่งให้ลูกค้าเลือกได้
ลูกค้าที่ต้องการเครื่องดื่มทั่วไปยังสามารถสั่งชาไทยเย็นเหมือนเดิม ขณะที่ลูกค้าที่อยากลองเนื้อสัมผัสใหม่ๆ ก็มีตัวเลือกเป็นชาไทยสเลอปี้
ดังนั้น เครื่องสเลอปี้จึงสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการ ต่อยอดเมนู มากกว่าการเป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับทำเครื่องดื่มชนิดหนึ่งเท่านั้น
2. เพิ่มกำไรต่อแก้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนลูกค้าเสมอไป
สมมุติว่าเครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีต้นทุนรวมในส่วนของวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ประมาณ 10 บาท และขายในราคา 30 บาท ร้านจะมีส่วนต่างก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เท่ากับ
30 – 10 = 20 บาทต่อแก้ว
หากนำเมนูดังกล่าวมาพัฒนาเป็นสเลอปี้ และมีต้นทุนต่อแก้วเพิ่มขึ้นเป็น 12 บาท แต่สามารถตั้งราคาขายได้ 40 บาท ส่วนต่างจะเป็น
40 – 12 = 28 บาทต่อแก้ว
ในตัวอย่างนี้ ร้านไม่ได้เพิ่มกำไรจากการขายให้ได้จำนวนแก้วมากขึ้น แต่เกิดจากการที่ สินค้าหนึ่งแก้วสร้างส่วนต่างมากขึ้น
แนวคิดนี้สำคัญ เพราะการดูเพียง “เปอร์เซ็นต์ต้นทุน” อาจไม่เพียงพอในการตัดสินว่าเมนูใดทำเงินให้ร้านมากกว่า การวิเคราะห์เมนูโดยทั่วไปจึงพิจารณาทั้งกำไรส่วนต่างต่อหน่วยและจำนวนที่ขายได้จริง
3. เพิ่มเมนูใหม่โดยไม่ต้องเปลี่ยนธุรกิจของร้านทั้งหมด
อีกข้อดีของการต่อยอดเมนูเป็นสเลอปี้ คือร้านอาจไม่จำเป็นต้องสร้างสินค้าใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
หากร้านมีเมนูเครื่องดื่มอยู่แล้ว สามารถนำบางเมนูมาทดลองพัฒนาเป็นเมนูสเลอปี้ได้ เช่น
- ชาไทย → ชาไทยสเลอปี้
- น้ำองุ่น → องุ่นสเลอปี้
- น้ำลิ้นจี่ → ลิ้นจี่สเลอปี้
- น้ำพันช์ → พันช์สเลอปี้
- โคล่า → โคล่าสเลอปี้
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกเมนูจะเหมาะกับการนำมาทำสเลอปี้ และแต่ละสูตรอาจต้องปรับเรื่องความหวาน ความเข้มข้น หรือสัดส่วนของวัตถุดิบให้เหมาะกับการใช้งานจริง
4. สร้างเมนูที่แตกต่างจากร้านทั่วไป
ในตลาดเครื่องดื่ม ลูกค้าไม่ได้เลือกจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่รูปแบบของสินค้าและความแตกต่างก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ
ดังนั้น หากร้านมีเพียงเครื่องดื่มแบบปกติอยู่แล้ว การเพิ่มเมนูสเลอปี้อาจช่วยเพิ่มโอกาสการขายเพิ่มเติมได้ ตัวอย่างเช่น หากหน้าร้านมีเมนู ชาไทย โกโก้ น้ำองุ่น ร้านอาจเพิ่มเมนูสเลอปี้บางรายการเข้าไป เช่น ชาไทยสเลอปี้ โกโก้สเลอปี้ องุ่นสเลอปี้ จะทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสินค้าหลักทั้งหมดของร้าน
อย่างไรก็ตาม การมีเมนูเพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะเมนูใหม่ต้องขายได้จริงด้วย

แล้วเครื่องสเลอปี้เพิ่มกำไรได้จริงทุกเมนูหรือไม่?
การมีเครื่องสเลอปี้ไม่ได้ทำให้กำไรของร้านเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
1. ต้นทุนต่อแก้ว
ต้องคำนวณทั้งวัตถุดิบ น้ำแข็งหรือส่วนผสมที่เกี่ยวข้อง แก้ว ฝา หลอด และต้นทุนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการขาย
2. ราคาขายที่ลูกค้ายอมรับ
การเปลี่ยนเครื่องดื่มธรรมดาเป็นสเลอปี้ไม่ได้หมายความว่าสามารถขึ้นราคาได้ตามต้องการ ราคาควรสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า ทำเล และภาพลักษณ์ของร้าน
3. จำนวนแก้วที่ขายได้
กำไรต่อแก้วสูงขึ้น แต่ถ้าเมนูใหม่ขายได้น้อยมาก ก็อาจไม่ได้สร้างกำไรรวมอย่างที่คาดหวัง
4. จำนวนโถและรูปแบบการใช้งาน
ร้านที่ขายหลายรสชาติและมียอดขายสูง อาจมีความต้องการใช้งานแตกต่างจากร้านขนาดเล็กที่ต้องการทดลองเพิ่มเพียง 1–2 เมนู
5. ต้นทุนการใช้งานเครื่อง
นอกจากต้นทุนวัตถุดิบแล้ว ยังควรพิจารณาค่าไฟ การทำความสะอาด การบำรุงรักษา และต้นทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานในระยะยาว ดังนั้น ก่อนซื้อ เครื่องทำสเลอปี้ ควรคำนวณจากรูปแบบธุรกิจของร้านจริง มากกว่าดูเพียงราคาเครื่องหรือกำไรต่อแก้วจากตัวอย่าง
วิธีคิดง่าย ๆ ก่อนเพิ่มเมนูสเลอปี้
หากต้องการทดลองว่าการเพิ่มเมนูสเลอปี้จะช่วยร้านได้หรือไม่ สามารถเริ่มจากตัวเลขพื้นฐาน 4 อย่าง
ราคาขายต่อแก้ว − ต้นทุนต่อแก้ว = ส่วนต่างต่อแก้ว จากนั้นนำไปดูร่วมกับ จำนวนแก้วที่คาดว่าจะขายได้ต่อวัน เพื่อประเมินว่าเมนูใหม่มีโอกาสสร้างส่วนต่างเพิ่มให้ร้านมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างเช่น หากเมนูหนึ่งมีส่วนต่าง 25 บาทต่อแก้ว และขายได้ 30 แก้วต่อวัน
25 × 30 = 750 บาทต่อวัน หากขาย 30 วัน 750 × 30 = 22,500 บาทต่อเดือน
แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ “กำไรสุทธิ” เพราะยังไม่ได้หักค่าไฟ ค่าแรง ค่าเครื่อง ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของร้าน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการประเมินความคุ้มค่าของ เครื่องสเลอปี้ ควรดูจากข้อมูลของร้านจริง
ร้านแบบไหนที่อาจเหมาะกับการเพิ่มเมนูสเลอปี้?
การเพิ่มเครื่องสเลอปี้อาจน่าสนใจสำหรับร้านที่มีลักษณะ เช่น
- มีลูกค้าซื้อเครื่องดื่มเย็นเป็นประจำ
- ต้องการเพิ่มเมนูใหม่โดยไม่เปลี่ยนธุรกิจหลักของร้าน
- ต้องการสร้างเมนูที่แตกต่างจากเครื่องดื่มทั่วไป
- มีเมนูเครื่องดื่มที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นสเลอปี้ได้
- มีพื้นที่สำหรับติดตั้งและดูแลเครื่อง
- มียอดขายเพียงพอที่จะทำให้เครื่องถูกใช้งานอย่างเหมาะสม
แต่ร้านแต่ละประเภทอาจต้องใช้เครื่องไม่เหมือนกัน
ร้านกาแฟขนาดเล็ก ร้านน้ำหน้าโรงเรียน ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านที่มีหลายสาขา อาจมีจำนวนเมนู ยอดขาย และความต้องการใช้งานแตกต่างกัน ดังนั้นคำถามที่สำคัญคือ “เครื่องแบบไหนเหมาะกับยอดขายและเมนูของร้านเรา?”
อยากรู้ว่าเครื่องสเลอปี้จะเพิ่มกำไรให้ร้านได้เท่าไหร่?
การดูเพียงราคาขายเครื่องหรือราคาขายต่อแก้ว อาจยังตอบไม่ได้ว่าเครื่องสเลอปี้จะคุ้มค่ากับร้านของคุณหรือไม่ เพราะการประเมินจริงควรดูทั้ง
ต้นทุนวัตถุดิบ + ราคาขาย + จำนวนแก้วต่อวัน + จำนวนเมนู + รูปแบบการใช้งานเครื่อง
จากนั้นจึงนำมาประเมินว่าการเพิ่มเมนูสเลอปี้สามารถสร้างส่วนต่างเพิ่มให้ร้านได้มากน้อยเพียงใด และควรเลือกเครื่องกี่โถจึงจะเหมาะกับการใช้งาน
หากคุณสนใจเพิ่มเมนูสเลอปี้ให้กับร้าน แต่ยังไม่แน่ใจว่า ควรเลือกเครื่องรุ่นไหน หรือคำนวณต้นทุนและกำไรอย่างไร สามารถสอบถามทีมงาน DTM ได้ ทางเราพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับเครื่องและการใช้งานให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจของคุณ
ดูรายละเอียด เครื่องสเลอปี้ DTM หรือสอบถามผ่าน Line และ Facebook